ระบาย

posted on 19 Aug 2006 21:35 by waenaglariel  in waenaglariel

.

.

.

.

.

พอดีตอนทำงาน เจออะไรหลายอย่าง

แล้วอ่านบลอคของมุ่ยเลยอยากพูดมั่ง

แต่อาจจะมองต่างมุมไปซักหน่อย

และเรื่องอยากพูดมันเยอะ เลยเขียนที่บลอคของตัวเองดีกว่า

.

.

.

.

ที่เขียนเอนทรีนี้ไม่ใช่เพราะเคืองจ้า

แต่เราอยากบอกความรู้สึกของคนหนึ่งที่เลือกเดินอีกทางในตอนนี้เท่านั้นเอง

.

.

.

.

เราเป็นคนนึงที่เลือกเดินทาง วิชาชีพ

เราจบโทคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สาขาการบริหารจัดการงานสถาปัตยกรรม

และตอนนี้ทำงานเป็นสถาปนิกค่ะ

เพิ่งทำมาเดือนนึง ยังปรับตัวอะไรหลายๆอย่าง

.

.

.

แต่

การที่เราไม่ได้เลือก สิ่งที่รัก

ไม่ใช่เพราะมันไม่มีเงิน ศักดิ์ศรี ความมั่นคง หรือความสุข

ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปทางสายนั้น

แต่ละคนมี จังหวะชีวิต และ โอกาส ที่ต่างกัน

ซึ่ง โอกาสของวงการนี้บ้านเรายังมีไม่มาก

ซึ่งก็เห็นด้วยอย่างที่มุ่ยว่า ส่วนหนึ่งเพราะ ทัศนคติ

.

.

อาทิตย์ที่แล้วพวกพี่ที่ออฟฟิศนั่งดู deviantart ของเราที่ทำงาน

แล้วก็คอมเมนต์กันสนุกๆ

มีพี่ซีเนียร์ในออฟฟิศเดินมาดู แล้วพูดขึ้นมา

ถ้าคอมเมนต์นะ พี่ว่ามันญี่ปุ่นไป...

อืม...มาอีกแล้ว คอมเมนต์นี้

แล้วพี่ก็สาธยายถึงการ์ตูนไทยที่เห็นว่าเจ๋งต่างๆ นานา

ด้วยความเคารพ จริงๆเราชอบพี่คนนี้มากนะ

เพราะเค้าความคิดค่อนข้างเปิดกว้าง และมันๆดี

แต่เรื่องนี้ทำเอาเราผิดหวัง

ว่าสังคมมองคนการ์ตูนแบบไหน

เราไม่เคยคิดว่าคนทำงานด้านนี้ไม่มีศักดิ์ศรี

แต่คนภายนอกมองว่าการที่เรามีเส้นที่ได้แรงบันดาลใจจากญี่ปุ่นเยอะ

คือการไม่มีศักดิ์ศรี

บางทีเราก็คิดว่าแปลกเนอะ...

ทีความรู้จากฝรั่ง ลอกเค้ามาล้วนๆ แล้วแปลเป็นไทย

ยังได้รับการยกย่อง

.

.

.

.

นอกจากนี้ยัง ทัศนคติ ของตัวเอง

ส่วนตัวแล้วเราก็รู้ตัวว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้น

ยังต้องพัฒนาอะไรอีก อยากฝึกอะไรอีกหลายๆอย่าง

เพรางานวาดไม่ใช่ว่าจะได้ทำงานในแนวที่ตัวเองถนัดอยู่ตลอดเวลา

อยากพัฒนาจนตัวเองยอมรับตัวเองได้ในระดับหนึ่งก่อน แล้วค่อยลองอีกยก

แต่ยังไม่อยากจะพูดลงไปถึงขนาดว่าอีกกี่ปี ตอนเท่านี้ๆ ฉันจะออกไปทำงานวาดละนะ

เพราะอนาคตมันไม่แน่นอนอยู่ดี...

.

.

การไม่ได้เลือกสิ่งที่เรารัก ไม่ได้ทำให้เรารักมันน้อยลง

เราคิดตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัยปีแรกๆ

ว่าเรื่องวิชาชีพ กับงานวาดจะเอายังไง

เพราะทางวิชาชีพ เราก็ทำได้ดี

งานวาด เราก็พยายามพัฒนาเรื่อยๆ

แต่ค่อนข้างจะช้ากว่าคนอื่น

เพราะเราแทบไม่ได้วาดรูปเลยไปปีกว่าๆ ช่วงที่เรียนหนักมาก ๆ

.

.

.

.

เรื่องงานหนัก เราไม่กลัว เพราะคณะที่เราเรียนสอนเราให้อดทนอยู่แล้ว

แต่เราไม่สามารถไม่สนใจอะไรเลยแล้วออกมาวาดรูปอย่างเดียวได้

อย่างน้อยต้องเลี้ยงตัวเองกับครอบครัวให้ได้ก่อน

เราเลยคิดว่าในตอนนั้นว่า แผนชีวิตคร่าวๆ คงทำงานที่มั่นคงในระดับหนึ่ง

แล้วทำงานวาดเป็นงานรอง

แต่ถ้ามีโอกาสทำงานทางนี้เต็มตัวก็จะทำเลย

.

.

.

เราไม่ได้ว่าคนที่ทำงานด้านนี้เลยจะเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรนะ

เราเห็นว่ามันเป็นโอกาสที่ดีของแต่ละคนที่จะได้งานที่รักและดีในเวลาเดียวกัน

อย่างมุ่ยเราก็รู้ว่าโอกาสไม่ได้ได้มาง่ายๆ การที่ได้ทำงานที่ชอบเราดีใจด้วยจริงๆ

แล้วก็น่าจะเป็นกำลังสำคัญของวงการบ้านเราด้วย

(ถ้าเราหาโอกาสของตัวเองได้แล้วจะตามไปเน้อ ^^)

.

.

.

.

ตอนหางาน เราหาทั้ง 2 ด้าน ทั้งงานวิชาชีพ กับงานวาด

แต่งานวาดเงียบๆไป ไม่รู้งานห่วยหรือกลัววุฒิเรา - -;

ตอนนี้ก็เลยทำงานวิชาชีพเป็นหลัก

ลองมาตามทางที่เรียนมาก่อน เงินเดือนไม่ได้เยอะหรอก

แล้วทำงานวาดเป็น Part-time + ฝึก + งานอดิเรกในตัว

(เหมือนโลภ เอาทุกอย่าง ฮาๆ)

พยายามอยู่ทั้ง 2 อย่างละค่ะ

(แต่ตอนนี้วิชาชีพมันเบียดบังเวลาตรูจังวุ้ย - -)

.

.

.

.

เท่าที่รู้ตอนนี้

เราทำหน้าที่ของตัวเองให้ถึงระดับหนึ่งก่อน

แล้วความสุขเราก็ยังมีจ้ะ

ถึงจะไม่ใช่ความสุขที่บอกได้เต็มปากว่า เราเจอที่ของเราแล้ว ก็เถอะ

ก็ยังตามหาจังหวะของตัวเองอยู่ต่อไป

.

.

.

.

มีคนบอกว่า การที่ได้ทำงานที่รัก ก็เหมือนกับไม่ต้องทำงานอีกตลอดชีวิต

เราก็ยังตามหาทางนั้นอยู่นะ

.

.

.


edit @ 2006/08/19 21:40:26

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

การจะหาสถานที่ที่ของตัวเองบางคนก็บอกว่าง่ายค่ะ แต่สำหรับบางคนมันยากจนบางครั้งอาจจะไม่เจอเลยทั้งชีวิต

ข้าเจ้าเอง...ก็ยังไม่เจอเหมือนกัน หนักกว่าตรงที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะเลือกอะไร = ="

#1 By Lynx on 2006-08-19 21:52

อ่า . . . นั่นอ่ะจิหนูก็ไปบ่นกะพี่เค้ามาเหมือนกัน . . .

หนูจะวาดรูปเลี้ยงตัวเองตลอดปายยยยห้ายยยยด้ายยยยย
กรี๊ดดดด
แต่เมื่อไหร่นะ ที่มันจะมีเวลานั้น
หนูยังทำอะไรไม่ได้ ขอแต่ให้ในอนาคต มันจะมีซักวัน ที่เราจะได้วาดรูปตลอดไป

แล้วเราจะรอเวลานั้นเจ้าค่ะ . . .

#2 By 45 on 2006-08-19 21:56

ไปบ่นๆในบล็อกพี่มุ่ยมาเหมือนกันค่ะ

งานที่เงินเดือนสูง มั่นคง แต่ไม่รักที่จะทำ ไม่นานก็คงต้องประสบความล้มเหลว

แต่ถ้าได้ทำงานที่รัก แม้ว่ามันจะไม่มั่นคง แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้ทำค่ะ

ตลอดมาเบื่อคนไทยที่ชอบดูถูกอะไรที่คนไทยทำขึ้นมา แล้วมองว่าต่างชาติคือพระเจ้านี่ล่ะค่ะ

ตัวเองก็มีความสามารถ แต่ดูถูก ในขณะที่ต่างชาติยกย่องในศิลปะไทยว่างดงามที่สุดในโลก เออ งงดีนะคนไทย จะต้องรอให้พระเจ้าตัดสินกันก่อนหรือยังไง

#3 By Ares on 2006-08-19 22:24

ไอ้ที่ว่ามันเอนไปทางยุ่นไปเนี่ยโดนเหมือนกันนะคับ เเต่ในกรณีนี้เป็นเเม่ ก็ไม่ได้เถียงอะไรมากนะคับ เเต่อย่างน้อยก็อยากให้เเม่เข้าใจบ้างว่าชอบเเบบที่วาดเเบบนี้ รักที่จะวาดเเละอยากจะวาดเเบบนี้ไปเรื่อยๆ คงจะวาดเเบบไทยๆไม่ได้หรอก จะให้วาดเเบบใน ไอ้ตัวเล็กที่อ่านๆกันนั้นมันก็คงไม่ดีเท่าที่ควร ไม่คิดกันบ้างหรือว่าวันใดวันนึงมันอาจจะเบนไปทางการ์ตูนฝรั่งก็ได้

#4 By -{[(VendeTTa _ SpiriT)]}- on 2006-08-19 22:41

ได้ทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ ....ตอนนี้ก็ยังไม่เจอเหมือนกัน = =

ถ้าหาเลี้ยงตัวเองได้ก็อยากจะทำงานในสายนี้เหมือนกันฮะ ^^ ตามหาจังหวะและโอกาสนั้นด้วยคน

#5 By เฟียร์ . Fiar on 2006-08-20 00:08

งานที่รักจะทำเราก็ทำอย่างมีความสุข
แต่งานที่เรารักก็ไม่ได้มาง่ายๆเสมอไป
ข้าพเจ้าคิดว่าอย่างนั้นนะขอรับ

#6 By saya chan on 2006-08-20 00:29

ทางที่นู๋เลือกก็คล้ายๆพี่นะ เคยมีหลายคนว่า ว่าทำไมไม่ไปเรียนสถาปัตย์...คงเพราะฝีมือไม่ดีพอมั้งคะ
แต่จริงๆก็คือเลือกวิชาชีพ วาดรูปเป็นงานอดิเรกดีกว่า
ท่านแม่ก็ไม่ชอบให้วาดตูนญี่ปุ่น แต่นู๋ก็ยังวาดต่อไป เพราะชอบ เท่านั้นแหละค่ะเหตุผล คิดง่ายๆแต่ก็มีความสุขดี
ถ้าคนทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ก็คงจะดีไม่น้อย... แต่นั่นคงเป็นแค่คนส่วนน้อยในส้งคม เพราะทุกคนยังมีภาระที่ต้องดูแลและรับผิดชอบ ให้สังคมดำรงอยู่ได้ ...พูดแล้วเศร้าจัง TT TT
อย่างน้อย พี่ก้อยังได้พบว่าตัวเองชอบอะไร และพอมีโอกาสได้ทำมัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีมากๆเลยล่ะค่ะ ^ ^ อย่าคิดมากนะคะ การที่เราได้แรงบันดาลใจจากไหน มันก้อเป็นสิทธิ์ของเรา คงอีกพักใหญ่ๆ กว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจจุดนี้ ว่าเราไม่ได้"ก๊อปปี้"ญี่ปุ่น ซึ่งนั่นก็คงจะอีกนานโขอยู่ - -'
สู้ๆนะคะ ซักวันพี่ต้องเจอทางของพี่แน่นอนค่ะ

#8 By CzerNy (124.121.57.201) on 2006-08-20 17:07

เราไม่รู้สึกว่าอยากจะทำงานที่รักเป็นหลัก(อีนี่มาแปลก)

เพราะเรารู้สึกว่าอะไรทุกอย่างมันก็ต้องมีอุปสรรค บางครั้งหนักมากจนท้อ เราเลยอยากทำอะไรที่เรารักในลิมิตที่เราจะทำมันได้อย่างสบายใจที่สุด ทำในสิ่งที่รักเพื่อทำชีวิตให้มีความสุขขึ้นมากกว่าน่ะค่ะ

เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับคน แล้วเราก็คิดว่าเราเป็นคนแบบนี้ล่ะ แล้วก็ไม่เข้มแข็งพอจะไฟท์ได้ตลอด อยากเก็บอะไรที่รักไว้ทำเพื่อความสุขดีกว่าทำเพื่อความเฟล เพราะฉะนั้นเราว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่เราควรจะมองตัวเองให้ออก ว่าตัวเองต้องการอะไร ทางเลือกมันมีหลายทาง ชีวิตไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว

และอีกอย่างเราการไม่ได้ทำงานในสิ่งที่รักที่สุด มันก็หมายความว่าเราจะต้องเลือกงานที่เราไม่ได้ชอบเลยนะคะ อย่างนั้นเราก็ไม่ทำเหมือนกัน เลือกงานที่ชอบ หรือถ้าหมดทางเลือกก็ต้องชอบในงานที่เลือกให้ได้(ปลอบใจตัวเอง)

เราว่าทุกอย่างมีทางออกเสมอ แล้วก็ไม่ใช่มีคำตอบเดียว เราเลยเลือกที่จะหาเป้าหมายของตัวเองให้เจอ ทำตัวเองแล้วก็ทำคนรอบข้างให้มีความสุขดีกว่าค่ะ

ส่วนเรื่องทัศนิคตินไทยกับหลายๆอย่างตอนนี้... เราเชื่อว่าต่อไปอะไรก็ต้องเปลี่ยน(ไปในทางที่ดีขึ้น) จากคนส่วนใหญ่ที่คิดก็ค่อยๆเป็นคนส่วนน้อย พวกเรารู้อยู่แล้วว่าพวกเราคิดอะไรทำอะไรแล้วก็อะไรถูกต้อง ตอนนี้วงการนี้ยังไม่กว้างมากนัก คนที่พูดไปโดยไม่รู้ หรือยังมองโลกไม่กว้างพอก็ยังมีอีกเยอะ... พวกเราก็ทำได้แค่รับคำวิจารณ์...ถึงแม้ว่าจะวิจารณ์มาแบบขาดความรู้มองผ่านกะลา หรือพูดแบบอยากได้โน่นได้นี่ได้ไม่คิดจะเริ่มต้นเองน่ะล่ะค่ะ หึ หึ หึ


(บ่น)พูดซะยาว ฮา เอนทรีนี้ของพี่เกตุโดนใจมากเลยล่ะค่ะ

เป็นกำลังใจให้พี่เกตุต่อไป เย้

#9 By *Zeda on 2006-08-20 18:51

เราเองก็ยังสับสนระหว่าง
จบมาจะทำงานด้านออกแบบศิลปะ
หรือธุรกิจอย่างอื่นอยู่ค่ะ

อ่านแล้วก็เข้าใจทั้งของเกตุกับพี่มุ่ย
ว่าเลือกทางต่างกัน แต่ก็ยังรักในสิ่งเดียวกัน

คิดว่าถ้าลองได้ทำงานด้านการ์ตูนแล้ว
เราก็เชื่อว่าทุกคนรักมันไม่แพ้กัน
แต่ส่วนนึงคือ ชีวิต อุปสรรค์ โอกาส กับโชค
อันนี้ต้องพูดจริงๆ ว่าแต่ละคนมีไม่เท่ากัน
คนเราบางทีก็ผันตัวไปตามสภาพ บางทีก็ต้องสู้
โดยคาดเดาไม่ได้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่

งานเราก็อุปสรรค์ว่างานดูญี่ปุ่นเหมือนกันฮา จนบางทีรู้สึกว่าเราไม่มีที่ให้ยืนหยัดในวงการออกแบบไทยแล้ว เราท้อบ่อยมาก ครอบครัวก็ไม่เข้าใจ คุยกันยาก เจอญาติๆกดดันบ่อย และยิ่งทวีความท้อด้วยเพราะสภาพเศรษฐกิจ แนวงานก็ต่างจากทางบ้านมาก ไม่ค่อยเข้าใจกัน โดนเปรียบเทียบจนเคว้ง จนเราท้อนึกว่าขนาดคนไกล้ตัวบางทีก็ไม่ได้นึกสนับสนุนเรารึเปล่าก็ไม่รู้ ยิ่งเหมือนเราแปลกแยก เศร้าจนเจ็บปวด แต่อีกใจก็รู้ตัวว่ารักมันมากๆ ไม่อยากทิ้ง

ส่วนเราตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจบไปจะเป็นยังไง
แต่เท่าที่ยังมีโอกาสตอนนี้ก็พยายามเต็มที่ที่จะพัฒนา
และมองหาหนทางดีๆในวงการอาชีพอยู่เช่นกันค่ะ
ก็ภาวนาว่าพยายามแล้วจะมีที่ให้เรายืนหยัดอยู่ได้สักวัน

สู้ๆทุกคน

#10 By STECHA ลา ล่า~ on 2006-08-21 02:15

ดีแล้วเน้อ แต่อยากให้เหตุเข้าใจว่าหลายๆเรื่องเราใช้ความพยายามมากกว่าจังหวะมาก เรารอนานและช่วงก่อนทำทีสิสเข้าเนทหางานแทยทุกวัน เราทำทุกหนทางเพื่อจะได้ก้าวมาตรงนี้ ทั้งหมดไม่ใช่ความบังเอิญ เราเข้าใจเกตุด้วย เพราะเราคนละคนกันความคิดและมุมองชีวิตย่อมต่างกัน ถึงจะรักในสิ่งเดียวกันแต่เลือกคนละทางเดินก้ไม่แปลก
เราก็ดีใจที่มีเพ่อนที่ชอบอะไรเหมือนกันและเรียนมาสายเดียวกัน

เราก็จะตามงานวาดเกตุต่อไป
ส่วนมุมมองคนอื่นเราคงไปบังคับความคิดเขาไม่ได้ เช่นเส้นญี่ปุ่น
เราเหนื่อยกับสิ่งพวกนั้นมามากพอ
แล้วคิดว่าคงจะไม่สนใจ
ขอแค่ทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ให้ดีที่สุด เราหวังซักวันว่ามันจะเหนผล

#11 By MEISAN MUI on 2006-08-21 03:34

PS ขอโทษที่ระยะนี้เราเขียนเรื่องอะไร
ซีเรียสแบบนี้ เราหวังว่าเกตุจะเข้าใจในจุดยืนของเราเช่นกัน
เราก็จะเปนกำลังใจให้เกตุด้วยน่อ

#12 By MEISAN MUI on 2006-08-21 03:36

บางทีอาจจะเป็นเพราะสำหรับบางคนแล้วการ์ตูนญี่ปุ่นยังไม่เป็นสากลมั้งครับ แต่ที่เรายอมรับความรู้ตะวันตกเพราะว่ามันสากลกว่ารวมทั้งวัฒนธรรมที่เราได้รับจากตกเลยทำให้รู้สึกไม่แปลกแยกเพราะเราติดต่อกับฝรั่งมานานกว่าชาวแดนอาทิตย์ ทั้งที่ใกล้กันแค่นี้แต่มันช่างไกลกันเหลือ...เกิน(ปัดมด555) สู้ๆครับ

#13 By ดีดี Ritz_ddณรร (202.57.142.4 /192.168.10.180) on 2006-08-21 14:09

คอมเม้นต์แบบนี้ก็ต้องยอมรับล่ะคับ อย่างน้อยต้นแบบการ์ตูนที่เราอ่านมาตั้งแต่เด็กก็เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น และปัจจุบันส่งที่เรารับก็ยังเป็นญี่ปุ่น ก็เหมือนกับสถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่นั่นแหละคับ ที่ยังหาความเป็นเอกลักษณ์ยาก
แต่ยังไงผมว่าสิ่งสำคัญกว่าก็คือ การหาสไตล์ที่เป็นของตัวเองมากกว่า อย่างน้อยคุณก็มีให้เห็นแล้วล่ะคับ เหอๆๆ ทำอย่างที่อยากทำนั่นแหละคับดีที่สุด

#14 By GOUKI on 2006-08-21 19:14

บอกได้ว่า "อ่านแล้วโดน"

ผมเองก็เป็นคนนึงที่คิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ลองทำงานที่เป็น "วิชาชีพ" ของตัวเองเพราะอยากทำงานที่ตัวเองรักก่อน ซึ่งคาดว่าถ้าภายในปีนี้ (เหลืออีกไม่กี่เดือนแล้ว) ยังไม่ได้งานก็จะเริ่มหันมาประกอบอาชีพในสายที่ตัวเองเรียนดู เพราะต้องทุ่มเทให้กับงานสุด ๆ ตอนนี้เลยยังไม่อยากทุ่มเท่าไหร่ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบก่อน

แต่จังหวะที่พุ่งเข้ามาชนก็น้อยครั้งเหลือเกิน เลยดูเหมือนว่าเป็นคนเคว้งหาหลักลอยอะไรยังไม่ได้... ก็ขอให้ท่านสู้และพยายามต่อไปนะครับ

ส่วนเรื่องลายเส้น ผมว่าไม่ญี่ปุ่นเกินไปหรอก ยังมีอีกหลายคนที่ญี่ปุ่นจ๋ากว่าเยอะก็ยังมีออกมาให้เกลื่อนบนปกหนังสือถมเถไป แถมดูเหมือนว่าจะอินเทรนด์เข้ากับยุคสมัยไปเสียแล้ว มองไปเล่มไหนก็ออกมาแนว ๆ นี้ทั้งนั้นเลย ผมว่าไม่ว่าจะลายเส้นไปทางไหนแต่งานของแต่ละคนก็มีเอกลักษณ์ต่างกัน จะเอาไปเทียบกับคนอื่นได้ยังไง
เห็นด้วยกับพี่เกตุค่ะ
นัทเองก็ตามหาอยู่เหมือนกัน
"งานที่เรารัก"

พี่เกตุเขียนได้ดีมากเลยค่ะ
ประทับใจ
และมีกำลังใจในการที่จะเดินในทางที่เราเลือกแล้ว

นัทเคยแอบหวังนะคะ
ว่าทางที่นัทเลือกมันคงจะมีทางที่จะตัดผ่านไปเจอทางที่เรารัก

และเมื่อถึงวันนั้นคงเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเรา และคงเป็นสิ่งที่เราตามหามานาน

พี่เกตุสู้ๆค่า

เห็นตัวจริงแล้วน่ารักมากเลย

#16 By Na - th (นัท) on 2006-08-22 21:14

พึ่งเข้ามาเยี่ยมก็เจอหัวข้อโดนใจเลยแฮะ
โดยส่วนตัวคิดว่าอะไรก็ตามมันมีทางเลือกที่มากกว่า 1 เสมอดังนั้น ถ้ามีจุดมุ่งหมายที่เดียวกัน ยังไงก็ต้องไปถึงเข้าสักวัน อาจแตกต่างกันที่เวลาเท่านั้น และ
การสร้างสิ่งใหม่ได้เป็นเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เราคิดว่าใหม่อาจไม่เป็นสิ่งใหม่เสมอไป และการประยุกต์อาจไม่ดีที่สุดแต่ก็สามารถสร้างสิ่งที่ดีได้ไม่แพ้สิ่งใหม่ ดังนั้นใครจะว่าสไตล์คล้ายใครก็ตามใจเค้า แค่ตัวเราพอใจกับงานนั้นก็พอ
แล้วก็เห็นด้วยมากๆกับความคิดที่ทำงานแล้วต้องเผื่อเวลาไว้พัฒนาตัวเองด้วย ของ เกต กับ การใช้ความพยายามมากกว่ารอโอกาสของ meisan
ง่า ดูจะเครียดไปหน่อยแฮะ
ไงก็สู้ๆ ล่ะ

#17 By มะตูม (203.131.210.146 /192.168.100.157) on 2006-10-02 16:23

วอนดาว

หวัดดี อืม...
เริ่มยังไงดีหว่า...เอาเป็นว่า
ช่วงนี้เราเครียดมาก นอนไม่ค่อยหลับ ไม่รู้จะทำยังไงดี คุยกับใครก็ไม่หายเครียดนึกได้ว่าเคยคุยกับเธอแล้วสบายใจก็เลยคิดถึงเธอขึ้นมาอีก
แต่ครั้งล่าสุดที่มีอาการอย่างนี้ และมีโอกาสได้คุยกัน เธอก็ดันเงียบไม่พูดด้วยซะอีก เลยต้องหาอะไรทำไม่ให้สมองว่างแทน
อืม...ลืมอะไรไปอย่าง จริง ๆ สมองเราว่างตลอดนี่หว่า
มีแต่เรื่องไร้สาระเอามาคิดให้ปวดกะบาล แต่ก็ช่างมันเถอะตอนนี้สบายใจแล้ว ขอบคุณ
ขอโทษที่ต้องรบกวนเธอเรื่อย ครั้งนี้คงครั้งสุดท้ายจริง ๆ ให้ถือว่าเธอเคยทำเวรกับคนบ้าๆบอ ๆ อย่างเราและอีกหลาย ๆ คนก็แล้วกัน
ช่วยปลดปล่อยใจของเราจากใครคนนั้นซักที่ อย่าปล่อยให้เรารักคุดอยู่อย่างนี้เลย สาธุ...

#18 By น้ำหวาน (125.24.165.77) on 2007-01-18 04:24

ทำให้เราได้ข้อสังเกตอย่างนึงนะ ไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหาข้างบนเท่าไหร่ แต่ก็มีบางประโยคที่ตรงใจเราอ่ะ

ทำไมเวลาที่มีอะไรทำให้นึกถึงญี่ปุ่น เกาหลี อะไรเทือกนี้ หรือมีสไตล์ที่ดูเป็นญี่ปุ่น คนไทยชอบมองว่าเป็นของก๊อป หรือมองว่ามัน "ญี่ปุ่น" ในขณะที่จริงๆ แล้วไม่ว่าญี่ปุ่นหรือไทยต่างก็ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่างๆ มาจากตะวันออกมากกว่าซะอีก แต่กลับไม่มีใครไปให้ความสนใจหรือประนามแต่อย่างใด

มันก็แปลกน้อ

#19 By ++ r o s i f i x ++ on 2007-01-26 19:23